ทุกวันนี้โลกเราพัฒนาไปเร็ว เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเข้าถึงมนุษย์มากขึ้น เพียงแค่มีเงินก็สามารถจัดหามาใช้ได้ไม่ยาก แต่ผมยังไม่แน่ใจว่ามนุษย์ธรรมดาเดินดินหาเช้ากินค่ำที่ไม่ได้มีต้นทุนทางสังคมมากมายจะใช้ชีวิตอยู่ได้ง่ายจริงหรือเปล่า เพราะถึงแม้อะไรมันจะดูง่ายสะดวกสบายไปหมด แต่ในปัญหาต่างๆที่ทำให้ทุกข์ใจก็หาได้ง่ายเช่นกัน ความสะดวกสบายที่มากขึ้น แต่ความอดทนของคนลดลง สมการความสุขไม่สามารถสร้างให้สมบูรณ์ได้ด้วยแปรง่ายๆในชีวิต
ปัญหามันมีเต็มไปหมดในสังคม เหมือนกับฝุ่นละอองที่ปะปนมากับอากาศ ซึ่งแต่ละคนก็มีปฏิกริยาตอบสนองแตกต่างกันไปขึ้นกับภูมิคุ้มกันและบุญกรรมที่มีสะสมกันมา วันนี้ผมยื่นดูคนสองคนทะเลาะกันกลางถนน ชายวัยกลางคนแต่งกายภูมิฐาน ใส่เสื้อเชิ๊ตมียี่ห้อตะโกนด่าคนขับแท็กซี่เขียวเหลือง ซึ่งขับรถปาดหน้าอย่างกระทันหันจนรถเก๋งคันงามป้ายแดงต้องมีรอยถลอก สองคนนั้นยื่นเถียงกันอยู่นานท่ามกลางฝูงไทยมุงนับสิบ อากาศที่ร้อน อุณภูมิรอบตัวที่สูงทำให้สถานะการณ์หนักเข้าเกือบจะถึงขั้นลงไม้ลงมือ โชคดีที่คุณตำรวจเข้ามาระงับเหตุได้ทัน และแล้วเรื่องราวก็จบลงด้วยดีเมื่อตัวแทนประกันเข้ามาเจรจาเรื่องค่าเสียหาย ผมยังอดนึกไม่ได้ว่าถ้าคนขับแท็กซี่เกิดหน้ามืดเข้าไปหยิบท่อเหล็กมาฟาดปากตามที่พี่ชายคนนั้นท้าทาย ความเสียหายมันก็คงจะเกิดขึ้นมากกว่านี้
ภาพเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วและตื่นเต้นคล้ายกับหนังสั้นของพี่เป็นเอก โดยมีตัวละครคือชายทั้งสอง แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดหักเหและกระชากอารมณ์ของผู้ชมอย่างผมได้ดีคือ เด็กน้อยอายุประมาณห้าขวบในชุดสีเขียวสดใสที่นั่งเอาหน้าแนบกระจกน้ำตาคลอเบ้าอยู่หลัง แผ่นฟิลม์กองแสง มองดูพ่อตัวเองออกไปบู๊กับคนขับแท็กซี่นอกรถ ผมสังเกตเห็นน้องคนนี้เป็นสิ่งสุดท้าย แต่สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนน่าจะนึกถึง ถ้าคนขับแท็กซี่มองเห็นน้องคนนี้ตั้งแต่แรกอาจจะไม่รีบขับปาดหน้า ถ้าพี่ชายวัยกลางคน เป็นห่วงชีวิตที่จะเก็บไว้เลี้ยงลูก คงไม่บ้าบิ่นเสี่ยงออกมาอวดศักดา ค้นหาชัยชนะจากข้างถนน ผมคิดว่าเด็กน้อยไม่อาจจะแยกได้ว่าใครเป็นคนถูกหรือผิด แต่สายตาของน้องคนนี้กำลังร้องบอกถูกคนว่า “หยุดทะเลาะกันเถอะ หนูอยากกลับบ้าน”
Filed under: life | 10 Comments »