งาน งาน งาน

                  ในขณะที่คนหลายล้านคนทั่วโลก กำลังตระหนักถึงสภาวะแวดล้อมโลกที่เปลี่ยนไป บางคนกังวลใจกลัวว่าโลกกลมๆใบนี้อาจจะแตกหรือสลายหายไปในสักวันหนึ่ง แต่ผมกับรู้สึกว่าโลกเราหมุนเร็วขึ้น เวลาในหนึ่งวันหมดไปอย่างรวดเร็ว จนทุกวันนี้ผมแถบจะอยากกินและนอนในห้องทำงานเลยทีเดียว เพื่อใช้เวลาทุกนาทีให้คุ้มค่า งานที่หนักขึ้นเปรียบเสมอสัญญาณที่บอกว่าเรากำลังโต ภาระหน้าที่มากมายที่ต้องรับผิดชอบคล้ายกับบทเรียนที่ถูกส่งมาเพื่อทดสอบ วันนี้ผมกลับบ้านและทิ้งตัวลงนอนบนเตียงด้วยความอ่อนล้า อารมณ์ที่อยากจะชัตดาวน์ตัวเองลงใกล้เข้ามาทุกที แต่ก่อนที่จะหลับตาลง ผมนึกขึ้นได้ว่ามีภารกิจต้องดูหนังเรื่องหนึ่งที่คั่งข้างใจ ว๊อนท์อยากดูมากๆ ซึ่ง Theme ของเรื่องเข้ากับอารมณ์ของผมตอนนี้ได้เป็นอย่างดี ตัดสินใจนอนดูหนังเรื่องนี้ให้จบก่อนที่จะนอน
                 Jerry Maguire เป็นหนังที่เล่าเรื่องราวของตัวแทนนักกีฬาที่ชีวิตพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือในคืนเดียว จากจุดที่ประสบความสำเร็จ เขาเลือกที่จะกระโดดไปหาความท้าทายใหม่ๆ ความท้าทายที่อยู่บนอุดมการณ์ในอาชีพที่เขารัก ซึ่งผลจากการตัดสินใจทำในสิ่งที่ตัวเองเลือกทำให้ Jerry Maguire ต้องเผชิญกับปัญหาและอุปสรรค์ต่างๆมากมายเพื่อเป็นบทพิสูจน์ความแน่วแน่เด็ดเดี่ยว และแน่นอนว่าสิ่งที่ทำให้เขาผ่านจุดที่ยากลำบากของชีวิตมาได้นั้นก็คือความรัก ความรักที่ได้จากสาวธรรมดาๆคนหนึ่ง ดูหนังจบนอกจากจะทำให้ภาพวันเก่าๆ ครั้งแรกที่เริ่มทำงาน งานที่บอกใครต่อใครว่ามันเป็นงานที่ผมรักย้อนกลับมาพร้อมกับไฟกองเล็กๆที่คลุกรุ่นขึ้นมา ผมยังได้ประโยคเด็ดหวานๆจำไปใช้ได้อีกด้วย ” You complete me.”

 

 

starพุธ

               วันนี้กินอาหารกลางวันเป็นเค้กวนิลาและขนมปังทอดกับกาแฟร้อนแก้วโต้ที่สตาร์บัคด้วยความที่เร่งรีบเตรียมข้อมูล และไม่อยากไปต่อคิวกินข้าวกลางวันที่ร้านอาหาร เวลาเร่งรีบสมาธิไม่ได้อยู่ที่อาหารต่อมรับรสก็ไม่ค่อยทำงานดังนั้นอะไรก็ตามที่กินแล้วอิ่มก็สามารถหามาใส่ท้องได้เหมือนกัน

               นั่งกินกาแฟไป เตรียมพรีเซ็นต์ไปก็ได้อารมณ์ไปอย่าง รู้สึกคล้ายกลับว่าในเค้กวนิลามีโอเมก้า3 อะไรๆมันก็ไหลลื่นไปหมดไอเดียบรรเจิดพรั่งพรูออกมา ตลกผลึกลงกระดาษและแปลงเป็น Flowchart ผมนำเสนอแบบร่างโครงการใหม่ที่จะทำให้ลูกค้าเสร็จในหนึ่งชั่วโมง ผลออกมาดีใช้ได้เคาะกันแล้วเค้าซื้อไอเดียผม หลังจากประชุมเสร็จไม่ได้ไปไหนเลยออกมานั่งอ่านหนังสือต่อที่ร้านกาแฟร้านเดิม บ่ายแก่ของวันพุธกลางสัปดาห์มันดูเหมือนเป็นวันที่สบายๆสำหรับผม และแล้วอยู่ดีๆคำพูดของพี่จิก ประภาสก็ผุดขึ้นมาในหัว “เวลาที่เรารักใคร…เราจะตัวเล็กลง และเวลาที่มีใครมารักเรา…เราจะตัวใหญ่ขึ้น” ไม่แน่ใจว่าจำได้ครบหรือเปล่าแต่ผมชอบประโยคนี้ฉิบเป๋งเลย

ไม่อยากตัวเล็ก ไม่อยากตัวใหญ่ อยากเล็กบ้างใหญ่บ้าง…

 

 

ถ้า…

             วันนี้ผมมีโอกาสได้ขึ้นลิฟท์กับชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่ง ซึ่งในตอนแรกผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่าพวกเขาทั้งสองเป็นคนพิการ เพราะดูจากภายนอกเช่น การแต่งตัว รอยยิ้ม และท่าทางที่สุภาพ สิ่งต่างๆเหล่านี้ก็เหมือนกับผู้คนปกติทั่วไปที่ผมพบเจออยู่ทุกวัน การขึ้นลิฟท์เที่ยวนี้ของผมอาจจะเป็นเที่ยวที่เงียบที่สุดก็ว่าได้ไม่มีบทสนทนาใดๆเกิดขี้น เมื่อความอึดอัดเข้าครอบงำ เพื่อทำลายกำแพงความเงียบนี้ ผมเลือกที่จะส่งยิ้มทักทายไปยังเพื่อนร่วมเดินทางในกล่องสี่เหลี่ยมใบนี้ก่อน ไม่นานนักรอยยิ้มเล็กๆคู่หนึ่งก็ถูกส่งกลับมา  ผมเอ่ยปากทักทายเพื่อนใหม่ทั้งสอง แต่คราวนี้ไม่มีคำพูดใดๆส่งคืนมา สิ่งที่เห็นตรงหน้ากับเป็นท่าทางภาษามือที่พยายามจะบอกเล่าอะไรสักอย่าง ที่ผมไม่เข้าใจแต่ก็รับรู้ได้ถึงมิตรภาพที่เขาส่งมา หลังจากนั้นผมจึงได้รู้ว่าทั้งสองคนแตกต่างจากคนปกติทั่วไป เขาอาศัยอยู่ในโลกของความเงียบ ตอนเด็กๆผมเคยคิดว่าความพิการที่ดูจะรุนแรงน้อยที่สุดน่าจะเป็นหูหนวกและเป็นใบ เพราะอย่างน้อยคนเหล่านั้นยังสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ยังคงดำรงชีวิตได้สะดวกกว่าคนพิการอื่นๆ แต่ตอนนี้ผมกับไม่คิดเช่นนั้นแล้ว การที่เราไม่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้ ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ทรมานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าความพิการใดๆ โลกนี้คงแคบลงเพราะว่าคนที่จะรับฟังเรื่องราวในใจ และแบ่งปันความรู้สึกต่างๆก็อาจจะมีน้อยลง รู้สึกโชคดีที่เกิดมาเป็นคนปกติ และสงสารคนพิการขึ้นมาจับใจ สถานที่บางแห่งเช่น บนรถไฟฟ้าใต้ดิน ร้านกาแฟ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นที่ที่เราสามารถสัมผัสเงียบได้มากที่สุด แต่จริงๆแล้วกับเป็นที่ที่เสียงดังและวุ่นวายที่สุด เสียงดังจากความคิดต่างๆภายในสมองรวมกับความวุ่นวายสับสนที่เกิดขึ้นภายในใจของแต่ละคน ทำให้ความเงียบดูเหมือนจะเลือนลางไป

สมมติว่าถ้าเช้าวันหนึ่งเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วพูดไม่ได้ เราจะทำอย่างไร ไม่รู้ว่าชีวิตจะเปลี่ยนไปมากมายขนาดไหนกัน…

 

 

ทะเลาะ

           ทุกวันนี้โลกเราพัฒนาไปเร็ว เทคโนโลยีและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆเข้าถึงมนุษย์มากขึ้น เพียงแค่มีเงินก็สามารถจัดหามาใช้ได้ไม่ยาก แต่ผมยังไม่แน่ใจว่ามนุษย์ธรรมดาเดินดินหาเช้ากินค่ำที่ไม่ได้มีต้นทุนทางสังคมมากมายจะใช้ชีวิตอยู่ได้ง่ายจริงหรือเปล่า เพราะถึงแม้อะไรมันจะดูง่ายสะดวกสบายไปหมด แต่ในปัญหาต่างๆที่ทำให้ทุกข์ใจก็หาได้ง่ายเช่นกัน ความสะดวกสบายที่มากขึ้น แต่ความอดทนของคนลดลง สมการความสุขไม่สามารถสร้างให้สมบูรณ์ได้ด้วยแปรง่ายๆในชีวิต

                ปัญหามันมีเต็มไปหมดในสังคม เหมือนกับฝุ่นละอองที่ปะปนมากับอากาศ ซึ่งแต่ละคนก็มีปฏิกริยาตอบสนองแตกต่างกันไปขึ้นกับภูมิคุ้มกันและบุญกรรมที่มีสะสมกันมา  วันนี้ผมยื่นดูคนสองคนทะเลาะกันกลางถนน ชายวัยกลางคนแต่งกายภูมิฐาน ใส่เสื้อเชิ๊ตมียี่ห้อตะโกนด่าคนขับแท็กซี่เขียวเหลือง ซึ่งขับรถปาดหน้าอย่างกระทันหันจนรถเก๋งคันงามป้ายแดงต้องมีรอยถลอก สองคนนั้นยื่นเถียงกันอยู่นานท่ามกลางฝูงไทยมุงนับสิบ อากาศที่ร้อน อุณภูมิรอบตัวที่สูงทำให้สถานะการณ์หนักเข้าเกือบจะถึงขั้นลงไม้ลงมือ โชคดีที่คุณตำรวจเข้ามาระงับเหตุได้ทัน และแล้วเรื่องราวก็จบลงด้วยดีเมื่อตัวแทนประกันเข้ามาเจรจาเรื่องค่าเสียหาย ผมยังอดนึกไม่ได้ว่าถ้าคนขับแท็กซี่เกิดหน้ามืดเข้าไปหยิบท่อเหล็กมาฟาดปากตามที่พี่ชายคนนั้นท้าทาย ความเสียหายมันก็คงจะเกิดขึ้นมากกว่านี้

                ภาพเหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วและตื่นเต้นคล้ายกับหนังสั้นของพี่เป็นเอก โดยมีตัวละครคือชายทั้งสอง แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นจุดหักเหและกระชากอารมณ์ของผู้ชมอย่างผมได้ดีคือ เด็กน้อยอายุประมาณห้าขวบในชุดสีเขียวสดใสที่นั่งเอาหน้าแนบกระจกน้ำตาคลอเบ้าอยู่หลัง แผ่นฟิลม์กองแสง มองดูพ่อตัวเองออกไปบู๊กับคนขับแท็กซี่นอกรถ ผมสังเกตเห็นน้องคนนี้เป็นสิ่งสุดท้าย แต่สิ่งนี้น่าจะเป็นสิ่งแรกที่ทุกคนน่าจะนึกถึง ถ้าคนขับแท็กซี่มองเห็นน้องคนนี้ตั้งแต่แรกอาจจะไม่รีบขับปาดหน้า ถ้าพี่ชายวัยกลางคน เป็นห่วงชีวิตที่จะเก็บไว้เลี้ยงลูก คงไม่บ้าบิ่นเสี่ยงออกมาอวดศักดา ค้นหาชัยชนะจากข้างถนน ผมคิดว่าเด็กน้อยไม่อาจจะแยกได้ว่าใครเป็นคนถูกหรือผิด แต่สายตาของน้องคนนี้กำลังร้องบอกถูกคนว่า “หยุดทะเลาะกันเถอะ หนูอยากกลับบ้าน”